Tuesday, February 17, 2009

ใต้ร่มกาสาวพัตร

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีโอกาสได้ไปร่วมงานบวชของเพื่อนรุ่นน้องที่ทำงานที่จังหวัดมุกดาหาร
แล้วก็ได้สะุดุดใจกับคำที่หลายคนมักจะใช้กัน
ใต้ร่มกาสาวพัตร


ก็เลยถือเป็นโอกาสหาความรู้ซะเลย ได้ความตามนี้ครับ
กาสาวพัตร คือผ้าที่ย้อมด้วยรสฝาดอันเกิดแต่ต้นไม้สีเหลืองหม่นเป็นผ้าสําหรับนักบวชใช้
เดิมทีมีเพียง ๒ ผืน คือ อุตตราสงค์ (ผ้าห่ม) และอันตรวาสก (ผ้านุ่ง) เท่านั้น
ต่อมาทรงอนุญาตให้ใช้ผ้าทาบซึ่งเรียกว่า สังฆาฏิ อีกผืนหนึ่งรวมเป็น ๓ ผืน เรียกว่า ไตรจีวร
คราวเสด็จออกผนวชนั้น ฆฏิการพรหมเป็นผู้นํามาถวายพร้อมกับบาตร


จาก keyword ฆฏิการพรหม ก็ได้ความต่อไป ดังนี้
ทรงตัดพระโมฬีถือเพศบรรชิตที่ริมฝั่งแม่น้ำอโนมานที
พอจวนเวลาใกล้รุ่งปัจจุสมัย ก็บรรลุถึงฝั่งแม่น้ำอโนมานที ก็ทรงขับม้ากัณฐกะกระโจนข้ามแม่น้ำไปโดยสวัสดี เมื่อทรงทราบว่าพ้นเขตบุรีกบิลพัสดุ์แล้ว ก็เสด็จลงจากหลังอัสวราช ประทับนั่งเหนือหาดทรายอันขาวสะอาด รับสั่งแก่นายฉันนะว่า เราจักบรรพชาถือเพศเป็นบรรพชิตในที่นี้ ท่านจงเอาเครื่องประดับของอาตมากับม้าสินธพกลับพระนครเถิด ครั้นตรัสแล้วก็ทรงเปลื้องเครื่องประดับสำหรับขัตติยราชทั้งหมดมอบให้แก่นาย ฉันนะ ตั้งพระทัยปรารถนาจะทรงบรรพชา จึงทรงดำริว่า เกศาของอาตมานี้ ไม่สมควรแก่สมณเพศ จึงทรงจับพระโมลีด้วยพระหัตถ์ซ้าย พระหัตถ์ขวาทรงพระขรรค์ ตัดพระโมลีให้ขาดออกเรียบร้อยด้วยพระองค์เอง แล้วทรงจับพระโมลีนั้นขว้างขึ้นไปบนอากาศ ทรงอธิษฐานว่า ถ้าอาตมาจะได้ตรัสรู้สัมโพธิญาณโดยแท้แล้ว ขอจุฬาโมลีนี้ จงตั้งอยู่ในอากาศ อย่าได้ตกลงมา ทว่าจะมิได้บรรลุสิ่งซึ่งต้องประสงค์ ก็จงตกลงมายังพื้นพสุธา ในทันใดนั้น จุฬาโมฬีก็มิได้ตกลงมา คงลอยอยู่ในอากาศ จึงสมเด็จพระอัมรินทราธิราชก็เอาผอบแก้วมารองรับไว้ แล้วนำไปบรรจุยังจุฬามณีเจดีย์สถาน ในเทวโลก
ขณะนั้น ฆฏิการพรหม ก็น้อมนำไตรจีวรและบาตร มาจากพรหมโลกเข้าไปถวาย พระสิทธัตถะทรงรับผ้าไตรจีวรกาสาวพัสตร์และบาตรแล้ว ก็ทรงนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ ทรงอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิต อุดมเพศ แล้วทรงมอบผ้าทรงเมื่อยังเป็นคฤหัสถ์เพศทั้งคู่ ให้แก่ฆฏิการพรหม ๆ ก็น้อมรับผ้าคู่นั้นไปบรรจุไว้ในทุสสเจดีย์ ในพรหมโลกสถาน.


แล้วก็มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างสนับสนุนว่า
ตอนต้นกัป จะมีดอกบัวบังเกิดขึ้น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์บอกให้รู้ว่า กัปที่ตั้งใหม่นี้จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นกี่พระองค์ และภายในดอกบัวแต่ละดอกจะมีอัฐบริขารอยู่ แล้วพรหมจะอัญเชิญเอาอัฐบริขารไปเก็บไว้ที่พรหมโลกก่อน เมื่อพระโพธิสัตว์ออกบวชแล้ว พรหมก็จะลงมาถวายเครื่องอัฐบริขารดังกล่าว ให้พระโพธิสัตว์ถือเพศเป็นบรรพชิต แล้วออกแสวงหาหนทางตรัสรู้


เป็นเหตุให้สงสัยต่อไปอีกว่า กัปป์ (ชั่วกัปป์ชั่วกัลป์) นั้นยาวนานเท่าใด ซึ่งก็ค้นหาแล้วได้ความว่า


1 โยชน์ = 16 กิโลเมตร
400 เส้น = 1 โยชน์
20 วา = 1 เส้น
1 กัป = ตั้งแต่โลกเกิด จนถึงโลกดับ 1 ครั้ง
อสงไขย = 10 ยกกำลัง 140 กัปป์
คำว่า กัปป์ กับ คำว่า กัลป์ เป็นคำที่มีความหมายเดียวกัน คำนึงเป็น บาลี คำนึงเป็น สันสกฤต

สมมุติมีกล่องใบหนึ่ง กว้าง 100 โยชน์ ยาว 100โยชน์ และ สูง 100 โยชน์ ในเวลา 100 ปี ให้เอาเมล็ดผักกาด 1 เมล็ด ใส่ลงไปในกล่องนั้น ทำอย่างนี้จนเมล็ดผักกาดนั้นเต็มเสมอเรียบปากกล่อง นั้นละจึงเท่ากับ 1 กัป

(บางตำรากล่าวว่า กว้าง 1 โยชน์ ยาว 1 โยชน์ สูง 1 โยชน์) วิเคราะห์คำนวณ 1 โยชน์ = 16 กิโลเมตร ดังนั้นกล่องใบนี้มีปริมาตร = 1600X1600X1600 = 4,096,000,000 ลูกบาตกิโลเมตร ประมานว่า เมล็ดผักกาด มีขนาด .5 มิลลิเมตร 1 กิโลเมตรเทียบเป็นมิลลิเมตรได้ดังนี้ 10X100X1000 = 1,000,000 มิลลิเมตรจะได้ 1 กิโลเมตรใช้เมล็ดผักกาดเรียงกัน = (1,000,000)/0.5 = 2,000,000 เมล็ด

ดังนั้น 1600 กิโลเมตรใช้เมล็ดผักกาดเรียงกัน = 1600X2,000,000 = 3,200,000,000 เมล็ด ถ้าเป็นปริมาตร คือ กว้าง x ยาว x สูง
ต้องใช้เมล็ดผักกาดทั้งหมด คือ
3,200,000,000X3,200,000,000X3,200,000,000 = 32,768,000,000,000,000,000,000,000,000 เมล็ด

ใน 100 ปี ใส่เมล็ดผักเพียง 1 เมล็ด ดังนั้นต้องใช้เวลาทั้งหมดคือ
32,768,000,000,000,000,000,000,000,000X100 = 3,276,800,000,000,000,000,000,000,000,000 ปี

จึงได้เวลา 1 กัปป์ ประมาณ สามล้านสองแสนเจ็ดหมื่นหกพันแปดร้อยล้านล้านล้านล้าน ปีประมาณ 3.3 X 10 ยกกำลัง 30 ปี

1 อสงไขยมีกี่กัปนั้นเป็นจำนวนที่แน่นอน คือ 1 ตามด้วยเลข 0 จำนวน 140 ตัว หรือ 1 X 10 ยกกำลัง140 กัปป์

กัปป์ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนามีอยู่ ๒ ประการ คือ
๑) สุญญกัปป์ หมายถึง กัปป์ที่ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระเจ้าจักรพรรดิ
๒) อสุญญกัปป์ หมายถึง กัปป์ที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระเจ้าจักรพรรดิ อุบัติขึ้น

อสุญญกัปป์มี ๕ อย่างคือ
๑) สารกัปป์ ได้แก่ มหากัปป์(= ๔ อสงไขยกัปป์)ที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ๑ พระองค์
๒) มัณฑกัปป์ ได้แก่ มหากัปป์(= ๔ อสงไขยกัปป์)ที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ๒ พระองค์
๓) วรกัปป์ ได้แก่ มหากัปป์(= ๔ อสงไขยกัปป์)ที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ๓ พระองค์
๔) สารมัณฑกัปป์ ได้แก่ มหากัปป์(= ๔ อสงไขยกัปป์)ที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ๔ พระองค์
๕) ภัททกัปป์ ได้แก่ มหากัปป์(= ๔ อสงไขยกัปป์)ที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ๕ พระองค์

ภัทรกัปป์ ( คือกัปป์ปัจจุบัน )
มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้แล้ว ๔ พระองค์คือ
- พระพุทธกกุสนธะ
- พระพุทธโกนาคมน์
- พระพุทธกัสสปะ
- พระพุทธโคดม ( สมเด็จพระศาสดาองค์ปัจจุบัน )
- และจะมี พระพุทธเมตไตรย มาตรัสรู้ในอนาคต
เมื่อสิ้นมหากัปป์นี้แล้ว คัมภีร์อนาคตวงศ์กล่าวไว้ว่าอสุญญกัปป์ต่อไปจะเป็น มัณฑกัปป์ มีพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์คือ
พระรามโพธิสัตว์ และพระเจ้าปเสนทิโกศล(พระธรรมราช)


ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็อย่าลืมที่ พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่า
อย่าเชื่อผู้อื่น อย่าเชื่อตัวเอง อย่าเชื่อเพราะเป็นพ่อแม่ เป็นครูอาจารย์ แต่ให้เชื่อในสิ่งที่ไตร่ตรองพิจารณาหาเหตุผลอย่างรอบคอบแล้ว

No comments: